<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พยาบาลประจำโรงงาน บริษัท โรงเรียน สถานประกอบการ &#124; factorynurse.com</title>
	<atom:link href="http://www.factorynurse.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.factorynurse.com</link>
	<description>แพทย์และพยาบาลประจำโรงงาน Factory Nurse</description>
	<lastBuildDate>Thu, 24 Jan 2013 14:51:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	
		<item>
		<title>ปวดศีรษะจากความเครียด</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jan 2013 14:50:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=547</guid>
		<description><![CDATA[การปวดศีรษะจากความเครียด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ จะมีสาเหตุมาจากความเครียด พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สาเหตุ อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น ทำงานหนัก ใช้สมองมาก อารมณ์เครียด กังวลใจ นอนไม่หลับ เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อตรงต้นคอและรอบๆ ศีรษะ อาการ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อๆ หนักๆ ตรงบริเวณต้นคอ ท้ายทอย หรือปวดรอบศีรษะคล้ายถูกเข็มขัดรักบางรายอาจปวดตื้อไปทั่วศีรษะ ส่วนมากมักจะปวดตอนบ่ายๆ หรือเย็นๆ มักไม่ปวดหลังตื่นนอนตอนเช้า และถ้าได้นอนพักสักครู่อาจทุเลาไปได้เอง อาการมักเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทุเลาไปได้เอง แต่บางรายอาจปวดนานเป็นวันๆ ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังจากได้คร่ำเคร่งกับการงานมาก หรือขณะที่มีเรื่องคิดมาก กังวลใจ หรือนอนไม่หลับ อาการปวดมักเป็นไม่รุนแรง และโดยมากจะไม่มีอาการอื่นๆ เช่น ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ เป็นหวัด เป็นต้น การรักษาปวดศีรษะจากความเครียด 1. ควรบอกให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนสักพักหนึ่งหรือนวดต้นคอและขมับ หากไม่ดีขึ้นให้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>การปวดศีรษะจากความเครียด</strong></span> เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ จะมีสาเหตุมาจากความเครียด พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สาเหตุ</strong></span> อาจมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น ทำงานหนัก ใช้สมองมาก อารมณ์เครียด กังวลใจ นอนไม่หลับ เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อตรงต้นคอและรอบๆ ศีรษะ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>อาการ</strong></span> ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อๆ หนักๆ ตรงบริเวณต้นคอ ท้ายทอย หรือปวดรอบศีรษะคล้ายถูกเข็มขัดรักบางรายอาจปวดตื้อไปทั่วศีรษะ ส่วนมากมักจะปวดตอนบ่ายๆ หรือเย็นๆ มักไม่ปวดหลังตื่นนอนตอนเช้า และถ้าได้นอนพักสักครู่อาจทุเลาไปได้เอง อาการมักเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทุเลาไปได้เอง แต่บางรายอาจปวดนานเป็นวันๆ ก็ได้ ผู้ป่วยจะมีอาการภายหลังจากได้คร่ำเคร่งกับการงานมาก หรือขณะที่มีเรื่องคิดมาก กังวลใจ หรือนอนไม่หลับ</p>
<p><span id="more-547"></span></p>
<p>อาการปวดมักเป็นไม่รุนแรง และโดยมากจะไม่มีอาการอื่นๆ เช่น ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ เป็นหวัด เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การรักษาปวดศีรษะจากความเครียด</strong></span></p>
<p>1. ควรบอกให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนสักพักหนึ่งหรือนวดต้นคอและขมับ หากไม่ดีขึ้นให้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ร่วมกับยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม</p>
<p>ถ้ามีอาการนอนไม่หลับตอนกลางคืน ควรให้ไดอะซีแพม ขนาด 5-20 มิลลิกรัม กินก่อนนอน ในรายที่มีเรื่องกังวลใจ ก็ให้การดูแลรักษาแบบเดียวกับโรคกังวล</p>
<p>2. ถ้าปวดรุนแรง ปวดติดต่อกันนานเกิน 24 ชั่วโมง ปวดถี่หรือปวดแรงขึ้นทุกวัน ปวดมากตอนดึกหรือเช้ามืด จนทำให้สะดุ้งตื่น เป็นๆ หายๆ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือสงสัยว่าอาจมีสาเหตุร้ายแรง ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด</p>
<p>ถ้าเป็นโรคปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรังอาจเกิดจากอาการซึมเศร้า ควรให้ยาแก้ซึมเศร้า ได้แก่ อะมิทริปไทลีน อาจช่วยให้ดีขึ้นได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ข้อแนะนำ</strong></span></p>
<p>1. ปวดศีรษะจากความเครียด ถือเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่อาจเป็นๆ หายๆ ได้บ่อย อย่างไรก็ตามก่อนจะวินิจฉัยโรคนี้ ควรตรวจวัดความดัน และซักถามอาการให้ถ้วนถี่จนแน่ใจว่าไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรงเสียก่อน</p>
<p>2. โรคนี้ควรแยกออกจากโรคไมเกรน ซึ่งจะมีลักษณะปวดตุบๆ ที่ขมับ แต่บางครั้งอาจแยกกันไม่ชัดแต่อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาเบื้องต้นก็ไม่ต่างกัน</p>
<p>3. ในรายที่เป็นเนื้องอกในสมองระยะแรกเริ่มอาจมีอาการปวดศีรษะไม่มาก คล้ายปวดศีรษะจากความเครียดก็ได้ แต่ต่อมาจะปวดถี่ขึ้นและแรงขึ้น มักจะปวดตอนดึกหรือเช้ามืดจนทำให้สะดุ้งตื่น และเป็นเรื้อรัง ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะในลักษณะดังกล่าวหรือเป็นๆ หายๆ นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรแนะนำไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล</p>
<p>4. สำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดเป็นประจ ควรแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าคร่ำเคร่งกับการงานจนเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำและหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ</p>
<p>ผู้เขียน: นายแพทย์สุรเกียติ อาชานานุภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com">พยาบาลประจำโรงงาน</a>  http://www.factorynurse.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ณรงค์ป้องกันโรคมือเท้าปาก</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%93%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%93%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Jan 2013 11:30:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปากมือปากเท้าเปื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอุบัติใหม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=541</guid>
		<description><![CDATA[กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สั่งให้สาธารณสุขทุกจังหวัดป้องกันและให้ความรู้กับประชาชน ป้องกันโรคในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะโรคมือ เท้า ปาก ในชุมชนและโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก สภาพอากาศที่เย็นในหลายพื้นที่ทำให้โรงเรียนในจ.พระนครศรีอยุธยาหลายแห่ง เพิ่มการดูแลสุขภาพนักเรียน เช่น ฝึกให้นักเรียนล้างมือก่อนรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคปากเท้าปาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทาน และให้ความรู้กับให้ผู้ปกครอง ในการดูแลสุขภาพบุตรหลาน ขณะที่นักเรียนหลายคนต้องสวมหน้ากากอนามัยไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค เนื่องจากพบว่า เด็กหลายคนป่วยในช่วงอากาศหนาว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข จึงสั่งให้สาธารณะสุขทุกจังหวัด เร่งป้องกันและให้ความรู้กับประชาชนในการป้องกันโรคในช่วงหน้าหนาว ความรู้และแนวทางป้องกันควบคุมโรค มือ เท้า ปาก สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ ตามที่พบการระบาดของโรค มือ เท้า ปาก ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2555 พบผู้ป่วยแล้วมากกว่า 10,000 ราย จากทุกจังหวัดกระจายไปทุกภาคของประเทศไทย โดยกลุ่มอายุที่พบส่วนใหญ่ คือ เด็กเล็กช่วงอายุต่ำกว่า 2- 5 ปี ซึ่งพบได้มากในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล จึงขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รวมทั้งประชาชนดำเนินการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาการเกิดโรค มือ เท้า ปากเมื่อพบการระบาดของโรค]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สั่งให้สาธารณสุขทุกจังหวัดป้องกันและให้ความรู้กับประชาชน ป้องกันโรคในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะโรคมือ เท้า ปาก ในชุมชนและโรงเรียนที่มีเด็กเล็ก</p>
<p>สภาพอากาศที่เย็นในหลายพื้นที่ทำให้โรงเรียนในจ.พระนครศรีอยุธยาหลายแห่ง เพิ่มการดูแลสุขภาพนักเรียน เช่น ฝึกให้นักเรียนล้างมือก่อนรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคปากเท้าปาก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทาน และให้ความรู้กับให้ผู้ปกครอง ในการดูแลสุขภาพบุตรหลาน</p>
<p>ขณะที่นักเรียนหลายคนต้องสวมหน้ากากอนามัยไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค เนื่องจากพบว่า เด็กหลายคนป่วยในช่วงอากาศหนาว</p>
<p>กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข จึงสั่งให้สาธารณะสุขทุกจังหวัด เร่งป้องกันและให้ความรู้กับประชาชนในการป้องกันโรคในช่วงหน้าหนาว</p>
<p><span id="more-541"></span></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ความรู้และแนวทางป้องกันควบคุมโรค มือ เท้า ปาก</strong></span><br />
สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่<br />
ตามที่พบการระบาดของโรค มือ เท้า ปาก ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2555 พบผู้ป่วยแล้วมากกว่า 10,000 ราย จากทุกจังหวัดกระจายไปทุกภาคของประเทศไทย โดยกลุ่มอายุที่พบส่วนใหญ่ คือ เด็กเล็กช่วงอายุต่ำกว่า 2- 5 ปี ซึ่งพบได้มากในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล จึงขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รวมทั้งประชาชนดำเนินการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหาการเกิดโรค มือ เท้า ปากเมื่อพบการระบาดของโรค ให้ดำเนินการป้องกันควบคุมโรคทันที โดยมีการสอบสวนโรคและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง เก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อที่รุนแรง ดูแลรักษาพยาบาลตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูล สถานการณ์ คู่มือ สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ จากสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้แล้วที่หัวข้อด้านล่างนี้ และให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น</p>
<p>1. องค์ความรู้ของโรค<br />
โรคมือ เท้า และปาก<br />
เกิดจากเชื้อไวรัสลำไส้ หรือ เอนเทอโรไวรัสหลายชนิด (Enterovirus) พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคเกิดประปรายตลอดปีแต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งมักเย็นและชื้น โดยทั่วไปโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง ปัจจัยหลักที่โน้มนำให้เกิดการระบาดมาจากความแออัดระบบการถ่ายเทอากาศไม่ดีสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขวิทยาส่วนบุคคลบกพร่อง ส่วนใหญ่มักเกิดตามสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล เป็นต้น<br />
2. แนวทางการดำเนินงาน ป้องกัน ควบคุม โรค มือ เท้า ปาก<br />
1.แนวทางการวินิจฉัย และดูแลรักษา โรค มือ เท้า ปาก สำหรับแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์<br />
2. แนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก สำหรับแพทย์์<br />
3. แนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข<br />
4. แนวทางเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก สำหรับศูนย์เด็กเล็กสถานรับเลี้ยงเด็ก<br />
และสถานศึกษา<br />
5. Prevention and Control Measures for School/Child Care Centre Against Hand Foot and Mouth Disease (HFMD)<br />
6. คำแนะนำสำหรับผู้เดินทางที่จะ ไป &#8211; มา จากประเทศกัมพูชา<br />
7.  คำแนะนำสำหรับกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคมือ เท้า ปาก</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>การดูแลรักษาพยาบาล    </strong>  </span></p>
<p>โรคนี้ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและหายได้เอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะป่วยนานประมาณ 7- 10 วัน เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ  จึงใช้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด ยาทาแก้ปวดในรายที่มีแผลที่ลิ้นและกระพุ้งแก้มผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้เป็นระยะ และให้รับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำ น้ำผลไม้และนอนพักผ่อนมากๆ ถ้าเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดนม เพื่อลดการปวดแผลในปาก ที่สำคัญคือการป้องกันอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิต ตามปกติโรคนี้มักไม่รุนแรง และไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่ถ้าเกิดจาเชื้อไวรัสบางชนิด เช่นเอนเทอโรไวรัส 71 อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำอาเจียนบ่อย หอบแขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนจากภาวะสมองอักเสบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอดซึ่งจะรุนแรงจนเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกุล่มเด็กเล็กและเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเช่น โรคติดเชื้อเอชไอวี โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือผู้ที่ต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น<br />
รายชื่อแพทย์รับคำปรึกษาโรค มือ เท้า ปาก<br />
คำถาม &#8211; คำตอบ โรคมือ เท้า ปาก</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>คำแนะนำ</strong></span><br />
สำหรับประชาชนทั่วไป<br />
- ผู้ปกครอง ควรแนะนำสุขอนามัยส่วนบุคคลแก่บุตรหลาน และผู้ดูแลเด็ก โดยเฉพาะการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหาร<br />
หรือก่อนรับประทานอาหารและหลังขับถ่าย การรักษาสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร นอกจาก นั้นควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศ<br />
ที่ดี ไม่พาเด็กเล็กไปในที่แออัด</p>
<p>- สำหรับท่านที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กไปต่างประเทศที่มีการระบาดสามารถเดินทางได้ตามปกติ<br />
โดยให้ปฏิบัติตนตามสุขลักษณะที่ดีหลีกเลี่ยงพาบุตรหลานไปสถานที่แออัด และหากบุตรหลานมีอาการป่วยที่สงสัย<br />
โรคมือ เท้า   ปาก ให้พาไปพบแพทย์</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สำหรับโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็ก</strong></span><br />
- ผู้ประกอบการในสถานเลี้ยงเด็กควรดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะของสถานที่อย่างสม่ำเสมอ    เช่น ในห้องเรียน ห้องครัว ภาชนะใส่อาหาร รวมทั้งห้องน้ำ ห้องส้วม  อาคารสถานที่ เครื่องเล่น   หรืออุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ รวมทั้งการกำจัดอุจจาระ   ให้ถูกต้องและล้างมือบ่อยๆ<br />
- โรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็กเล็ก ควรเพิ่มเติมความรู้เรื่องโรคและการป้องกันตนเอง   เช่น ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กป่วย การล้างมือและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล   และจำเป็นต้องจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ของเด็ก แยกเป็นราย      บุคคล ไม่ให้ใช้ปะปนกัน  เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อนอาหาร   จัดหาอุปกรณ์ให้นักเรียนได้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องส้วม   หากพบผู้ป่วยในห้องเรียนเดียวกันมากกว่า 2 คน อาจพิจารณาปิดโรงเรียนหรือสถานศึกษาชั่วคราว   เป็นเวลา 5 วัน เพื่อทำความสะอาดและลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคและสิ่งสำคัญที่โรงเรียนอนุบาล   และศูนย์เด็กเล็กควรให้ความสำคัญ คือ การแนะนำครู เรื่อง โรค มือ เท้า ปาก และอนามัยส่วน  บุคคล   และเตรียมการกรณีเกิดการระบาดในโรงเรียน</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สำหรับครูและพี่เลี้ยงเด็ก   </strong></span><br />
- เผยแพร่ ให้คำแนะนำ ความรู้เรื่องโรคมือ เท้า ปากแก่ผู้ปกครอง และนักเรียน ผู้ดูแลเด็กต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีหมั่นล้างมือบ่อย ๆ และตัดเล็บให้สั้น  ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการปรุงอาหาร ภายหลังการขับถ่าย หรือสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็ก เฝ้าระวังโดยตรวจเด็กก่อนเข้าห้องเรียนหากพบเด็กมีอาการป่วยซึ่งสงสัยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที    และแยกเด็กอื่นไม่ให้คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการระบาด หากเด็กมีตุ่มในปาก โดยที่ยังไม่มีอาการอื่น ให้หยุดเรียนให้เด็กที่ป่วยขับถ่ายอุจจาระลงในที่รองรับแล้วนำไปกำจัดให้ถูกสุขลักษณะในส้วม หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไม่ยอมทานอาหาร ไม่ยอมดื่มน้ำต้องรีบพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันทีแล้วแจ้งรายงานโรคเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและขอรับคำแนะนำในการควบคุมโรค รวมทั้งแจ้งรายชื่อ และที่อยู่เด็กที่เข้าข่ายเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ให้แก่ผู้บริหารของโรงเรียนและหน่วยงานสาธารณสุขทุกวันที่พบผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้าข่ายการเฝ้าระวัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ดำเนินการประสานงานเพื่อให้สุขศึกษาแก่ชุมชนในการลดการเล่น คลุกคลีในเด็ก(เน้นเนื้อหาให้เด็กที่ไม่ป่วยไม่ไปเล่นคลุกคลีกับเด็กบ้านอื่น เพราะไม่รู้ว่าใครบ้างที่ป่วย) จนกว่าพ้นระยะการระบาดในชุมชนนั้นๆ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>การทำความสะอาดพื้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค</strong></span><br />
- เด็กที่ป่วยได้สัมผัส ทั้งในบ้าน สถานศึกษา สถานที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยแบบสบู่หรือผงซักฟอก ปกติก่อนแล้วตามด้วยน้ำยาฟอกขาว เช่น คลอรอกซ์ ไฮเตอร์ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้าง/เช็ด/แช่ ด้วยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง ส่วนของเล่นที่เด็กอาจเอาเข้าปากได้ให้ทำความสะอาดด้วยสบู่หรือผงซักฟอกตามปกติ และนำไปผึ่งแดด</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%93%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เร่งทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Jan 2013 11:23:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ยุงลาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีกำจัดแหล่งยุงลาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=538</guid>
		<description><![CDATA[สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งออกทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งจังหวัด หลังพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกในภาคกลางสูงแล้วกว่า 30,000 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งออกพ่นยาตามท่อระบายน้ำ ภายในตลาดเจ้าพรหม และตามหมู่บ้านทั้งหมดในตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณะสุข ที่ออกมาระบุว่า มีผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้วกว่า 35,000 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่ฤดูฝน พร้อมสั่งให้อาสาสมัคร เร่งช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก ด้วยการคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง พร้อมทั้งให้เร่งแจกทรายอะเบทเพื่อใช้ใส่ในโอ่งน้ำ ตลอดจนปิดฝาให้มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยให้กระทำต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงกลางปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหนะของโรค ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น จากการรวบรวมข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในแต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วโลกประมาณ 500,000 คน โดยมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตประมาณ 22,000 คน ทั้งนี้แต่เดิมผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ปัจจุบันการแพร่ระบาดได้พบผู้ป่วยในวัยผู้ใหญ่มากขึ้น สำหรับประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ยุงแพร่พันธุ์มาก ทำให้การระบาดของโรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยการระบาดมีหลายลักษณะ เช่น ระบาดปีเว้นปี ปีเว้น 2]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งออกทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งจังหวัด หลังพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกในภาคกลางสูงแล้วกว่า 30,000 คน</p>
<p>เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งออกพ่นยาตามท่อระบายน้ำ ภายในตลาดเจ้าพรหม และตามหมู่บ้านทั้งหมดในตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณะสุข ที่ออกมาระบุว่า มีผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้วกว่า 35,000 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่ฤดูฝน พร้อมสั่งให้อาสาสมัคร เร่งช่วยประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนป้องกันการระบาดของไข้เลือดออก ด้วยการคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง พร้อมทั้งให้เร่งแจกทรายอะเบทเพื่อใช้ใส่ในโอ่งน้ำ ตลอดจนปิดฝาให้มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยให้กระทำต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงกลางปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน</p>
<p><span id="more-538"></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข</strong></span> เปิดเผยว่า โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหนะของโรค ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น จากการรวบรวมข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในแต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกทั่วโลกประมาณ 500,000 คน โดยมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตประมาณ 22,000 คน ทั้งนี้แต่เดิมผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ปัจจุบันการแพร่ระบาดได้พบผู้ป่วยในวัยผู้ใหญ่มากขึ้น สำหรับประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ยุงแพร่พันธุ์มาก ทำให้การระบาดของโรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี โดยการระบาดมีหลายลักษณะ เช่น ระบาดปีเว้นปี ปีเว้น 2 ปี หรือระบาดติดต่อกัน 2 ปี แล้วเว้น 1 ปี แต่ในระยะหลังพบว่าการระบาดมีแนวโน้มระบาด 2 ปี เว้น 2 ปี</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>วิธีป้องกัน</strong></span> คือ ไม่ให้ยุงลายกัดและการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่ส่วนราชการสนับสนุน โดยการใช้สารเคมี ที่มีฟอส การพ่นหมอกควัน หรือพ่นฝอยละเอียดด้วยสารเคมีเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค แต่การใช้สารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ยุงสร้างความต้านทานขึ้นมา ส่งผลให้เกิดปัญหาการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ในภายหลัง ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาการดื้อต่อสารเคมีทีมีฟอสของลูกน้ำยุงลาย รวมทั้งการดื้อต่อสารเคมี ที่ใช้พ่นกำจัดตัวเต็มวัยที่มีการใช้ในปัจจุบัน เช่น สารเพอร์เมทริน (Permethrin) เดลต้าเมทริน (Deltamethrin) เฟนนิโตรไธออน (Fenitrothion) ซัยฟลูทริน (Cyfluthrin) และ มาลาไธออน (Malathion) ตามวิธีมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) จากจังหวัดที่เป็นพื้นที่การศึกษาตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย รวม 25 จังหวัด ที่มีการระบาดของไข้เลือดออกสูง ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงสูง ผลการศึกษาพบลูกน้ำยุงลายใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง ลพบุรี และอุทัยธานี มีการ ดื้อต่อสารเคมีทีมีฟอส อย่างไรก็ตามผลจากห้องปฏิบัติการใช้ทีมีฟอส ความเข้มข้น 0.02 มิลลิกรัมต่อลิตร (ppm) ที่ระบุโดยองค์การอนามัยโลก สำหรับทดสอบในห้องปฏิบัติการ หากสภาพการใช้งานจริง ขนาดของที่มีฟอสที่ใช้มีความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าขนาดที่ทดสอบถึง 50 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่ายุงลายทุกพื้นที่การศึกษามีความต้านทานต่อสารเพอร์เมทริน ส่วนความไวต่อสารเคมีอื่นมีความแตกต่างกัน ในแต่ละพื้นที่</p>
<p>นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า การเฝ้าระวังการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงของยุงลาย เป็นเพียงมาตรการหนึ่งในการดำเนินการป้องกันโรคไข้เลือดออก ทั้งนี้วิธีที่ดีที่สุดคือ ประชาชนต้องเฝ้าระวังและป้องกันตนเองไม่ให้ยุงกัดและกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลาย โดยคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง หรือนำเอา องค์ความรู้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาวิธีการกำจัดลูกน้ำยุงลาย สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ ใช้ผงซักฟอก 1 ช้อนโต๊ะต่อความจุภาชนะที่ขังน้ำขนาดเล็กประมาณ 2 ลิตร โดยโรยลงในจานรองกระถางต้นไม้ ที่รองขาตู้กับข้าว ยางรถยนต์ กะลา หรือถ้วยพลาสติก ซึ่งผงซักฟอกจะแพร่กระจายปกคลุมทั่วผิวน้ำ เมื่อลูกน้ำและตัวโม่งของยุงลาย ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นมาหายใจจะดูดซับเอาสารเข้าสู่ระบบหายใจทำให้ระคายเคือง และค่อยๆ ตายในที่สุด</p>
<p>อีกวิธีคือ ใช้ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน หรือสบู่เหลว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 ลิตร ค่อยๆ คนอย่าให้เป็นฟอง จากนั้นนำไปใส่กระบอกฉีดพรมผ้า ฉีดตามมุมอับบริเวณที่เห็นกลุ่มยุงเกาะอยู่ เช่น ตามมุมในห้องน้ำ หรือมุมอับชื้นต่างๆ ที่ยุงชอบไปหลบเกาะ ก็จะฆ่ายุงได้เช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะส่วนลำตัวของยุงหรือแมลงที่เป็นปล้องๆ จะมีรูหายใจปล้องละ 1 คู่ สารลดแรงตึงผิวจะไปทำลายระบบการหายใจของแมลง ทำให้แมลงตายได้ โดยถ้าเป็นยุงหรือแมลงตัวเล็กจะตายใน 10-20 วินาที ทั้งนี้ผู้ที่สนใจวิธีการกำจัดยุงลายด้วยการใช้สารลดแรงตึงผิว กลุ่มสารซักล้าง</p>
<p>ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี หรือโทรศัพท์ 0 2951 0000 ต่อ 99236</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักและผลไม้ช่วยป้องกันมะเร็งได้</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Oct 2012 00:04:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[คำแนะนำป้องกันมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผลไม้ป้องกันมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผักป้องกันมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สารต้านมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=532</guid>
		<description><![CDATA[การศึกษาทางระบาดวิทยา สามารถบอกได้ว่าการบริโภค ผักและผลไม้ สีเขียว เหลือง ส้ม แดง บ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ พืชผักและผลไม้ นอกจากมีเส้นใยอาหารแล้วยังประกอบไปด้วยสารต้านมะเร็งอีกมากมายหลายชนิด เส้นใยอาหาร เส้นใยอาหารโดยทั่วไป หมายถึงสารจากพืชที่ไม่ย่อยสลายด้วยเอนไซม์ ในทางเดินอาหารของคน การกินอาหารที่มีเส้นใยสูงมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอาจลดความเสี่ยงของมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม ช่องปาก กระเพาะอาหาร และทวารหนัก เป็นต้น สารเม็ดสีในพืช สารเม็ดสีในพืชมีคุณสมบัติต้านมะเร็งหลายชนิด เช่นต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น แบ่งได้ 3 กลุ่มดังนี้ คลอโรฟิลล์ สารสีเขียว พบในพืชใบเขียวทั่วไป เช่น คะน้า ผักโขม ตำลึง และสาหร่าย เป็นต้น สารคาโรทีนอยด์ สารสีส้ม-เหลือง และ แดง-ส้ม มีหลายชนิดเช่น เบต้าเคโรทีน ลูทีน ไลโคปิน เป็นต้น พบในแครอท ฟักทอง มะเขือเทศ และผักใบเขียว อื่นๆ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #0000ff;">การศึกษาทางระบาดวิทยา สามารถบอกได้ว่าการบริโภค ผักและผลไม้ สีเขียว เหลือง ส้ม แดง บ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้</span></h3>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>พืชผักและผลไม้ นอกจากมีเส้นใยอาหารแล้วยังประกอบไปด้วยสารต้านมะเร็งอีกมากมายหลายชนิด</strong></span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>เส้นใยอาหาร</strong></span></h3>
<p>เส้นใยอาหารโดยทั่วไป หมายถึงสารจากพืชที่ไม่ย่อยสลายด้วยเอนไซม์ ในทางเดินอาหารของคน การกินอาหารที่มีเส้นใยสูงมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และอาจลดความเสี่ยงของมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม ช่องปาก กระเพาะอาหาร และทวารหนัก เป็นต้น</p>
<p><span id="more-532"></span></p>
<h3><span style="color: #008000;"><strong>สารเม็ดสีในพืช</strong></span></h3>
<p>สารเม็ดสีในพืชมีคุณสมบัติต้านมะเร็งหลายชนิด เช่นต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น แบ่งได้ 3 กลุ่มดังนี้</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>คลอโรฟิลล์</strong></span> สารสีเขียว พบในพืชใบเขียวทั่วไป เช่น คะน้า ผักโขม ตำลึง และสาหร่าย เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สารคาโรทีนอยด์</strong></span> สารสีส้ม-เหลือง และ แดง-ส้ม มีหลายชนิดเช่น เบต้าเคโรทีน ลูทีน ไลโคปิน เป็นต้น พบในแครอท ฟักทอง มะเขือเทศ และผักใบเขียว อื่นๆ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สารแอนโทไชยานิดิน</strong></span> สารสีน้ำเงิน ม่วง แดง พบในหัวบีท เบอร์รี่ เชอร์รี่ องุ่นม่วงและแดง กะหล่ำม่วง เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ผักตระกูลกะหล่ำ</strong></span> พืชตระกูลกะหล่ำมีหลากชนิด เช่น บรอคโคลี กะหล่ำปลี ดอกกระหล่ำ หัวผักกาด มีสาระสำคัญหลายชนิด เช่น sulforaphane และสาร isothiocyanace ซึ่งช่วยขับสารพิษสารเคมี สาร indole สารมารถจับสารก่อมะเร็ง ขับพิษสารเคมีและรักษาสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน สาร glucosinolate ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและยับยั้งการเจริญของเนื้องอก เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ส้มและมะนาว</strong></span> ส้ม มะนาว นอกจากมีวิตามินซีแล้ว ยังประกอบไปด้วยสารอื่นๆ อีก เช่น สาร flavonoids ที่มีคุณสมบัติด้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สาร limonoids ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการขับพิษ สาร carotenoids มีคุณสมบัติยับยั้งอนุมูลอิสระ สาร terpenes ลดการสร้างคลอเรสเตอรอล และส่งเสริมเอนไซม์ที่ยับยั้งสารก่อมะเร็ง</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>หอม – กระเทียม</strong></span> พืชประเภทหอม กระเทียม มีสารป้องกันมะเร็งหลายชนิด เช่น สาร diallyl disulfide และdiallyl trisulfide พบในน้ำมันกระเทียม สาร S ally cysten พบในกระเทียมทุบ สารเหล่านี้มีกลไกการทำงานหลายอย่าง เช่น กระตุ้นการขับพิษ ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>เห็ดและสาหร่ายทะเล</strong></span> สาร lentinan ในเห็ดและเห็ดหลินจือ และสาร polysaccharide ในเห็ด Mitake สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง ในสาหร่ายทะเลมีสาร mucin ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายเส้นใยอาหาร จะดูดซับน้ำและสารพิษ นอกจากนี้ยังพบสาร mucopolysaccharide ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>เครื่องเทศ</strong></span> ในเครื่องเทศพบสารต้านมะเร็ง เช่น พริกไทย ขิง ขมิ้น rosemary และอื่นๆ สารเหล่านี้มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านมะเร็ง กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน และต้านอนุมูลอิสระ</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ผัก ผลไม้อื่นๆ</strong></span></p>
<p><span style="color: #800080;">สับปะรด</span> มีสาร bromelain ต้านมะเร็งในสัตว์ทดลอง ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งและลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง</p>
<p><span style="color: #800080;">ทับทิม แอปเปิล องุ่น และสตรอเบอร์รี่</span> มีสาร ellagic acid ที่สามารถจับและทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง</p>
<p><span style="color: #800080;">แอสปารากัส อะโวกาโด บรอคโคลี แตงโม</span> มีสาร glutathione เป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และขับพิษสารเคมี</p>
<p><span style="color: #800080;">ผักชีฝรั่ง</span> มีสาร polyacetylenes สามารถยับยั้งการสร้างสารการก่อส่งเสริมมะเร็งได้</p>
<h3><span style="color: #0000ff;"><strong>ข้อแนะนำเพื่อการป้องกันมะเร็ง</strong></span></h3>
<p>1. ไม่สูบบุหรี่ ไม่เคี้ยวยาสูบ</p>
<p>2. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์</p>
<p>3. กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ</p>
<p>4. เลือกอาหารที่มีพืชหลากหลายชนิดเป็นองค์ประกอบหลัก</p>
<p>5. กำจัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง</p>
<p>6. เลือกอาหารที่มีไข้มันต่ำ</p>
<p>7. จำกัดอาหารเค็ม</p>
<p>8. ไม่กินอาหารที่ไหม้เกรียมบ่อยๆ</p>
<p>9. เตรียมและเก็บอาหารอย่างถูกสุขอนามัย</p>
<p>10. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p>
<p>11. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดูแลน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน</p>
<p>12. พักผ่อนให้เพียงพอ</p>
<p>13. ตรวจเช็คสุขภาพสม่ำเสมอ</p>
<p>14. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">บริการแพทย์และ<a title="พยาบาลโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลโรงงาน</span></a> โดย www.factorynurse.com</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคเอสแอลอี (S.L.E.)</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b5-s-l-e/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b5-s-l-e/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 Sep 2012 18:49:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรค SLE]]></category>
		<category><![CDATA[โรค SLE]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเอสแอลอี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=523</guid>
		<description><![CDATA[เอสแอลอี (S.L.E) เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อในร่างกายของตนเอง ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในและระบบต่างๆ ได้แก่ หลอดเลือด ไต หัวใจ ปอด ข้อสมอง อาการทางผิดหนังเป็นอาการที่ผู้ป่วยมักสังเกตเห็นก่อนอาการอื่น อาการของโรคเอสแอลอี 1. มีจ้ำแดงบนใบหน้าเห็นชัดที่แก้มทั้ง 2 ข้าง ปวดข้อ ข้อบวมและอักเสบแดงร้อน 2. ผมร่างผิดปกติ 3. มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือดขึ้นตามตัว 4. เมื่อถูกแดด จะเป็นผื่นดำคล้ำที่สันจมูกและโหนกแก้มคล้ายรูปผีเสื้อ 5. อ่อนเพลียผิดปกติ เหนื่อยง่าย 6. เมื่อถูกความเย็นมือจะขาวซีดและปวด 7. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ *** ถ้ามีอาการดังกล่าว ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไปให้นึกถึงโรคนี้ การรักษาเอสแอลอี - ยาทา ในกรณีมีอาการทางผิวหนัง - ยารับประทาน ในกรณีมีอาการของระบบภายในร่างกาย ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเอสแอลอี 1. หมั่นสังเกตอาการของตัวเอง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดข้อ ถ้าผิดปกติรีบพบแพทย์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>เอสแอลอี (S.L.E)</strong></span> เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง โดยที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อในร่างกายของตนเอง ทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะภายในและระบบต่างๆ ได้แก่ หลอดเลือด ไต หัวใจ ปอด ข้อสมอง อาการทางผิดหนังเป็นอาการที่ผู้ป่วยมักสังเกตเห็นก่อนอาการอื่น</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>อาการของโรคเอสแอลอี </strong></span></p>
<p>1. มีจ้ำแดงบนใบหน้าเห็นชัดที่แก้มทั้ง 2 ข้าง ปวดข้อ ข้อบวมและอักเสบแดงร้อน</p>
<p>2. ผมร่างผิดปกติ</p>
<p>3. มีจุดเลือดหรือจ้ำเลือดขึ้นตามตัว</p>
<p><span id="more-523"></span></p>
<p>4. เมื่อถูกแดด จะเป็นผื่นดำคล้ำที่สันจมูกและโหนกแก้มคล้ายรูปผีเสื้อ</p>
<p>5. อ่อนเพลียผิดปกติ เหนื่อยง่าย</p>
<p>6. เมื่อถูกความเย็นมือจะขาวซีดและปวด</p>
<p>7. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</p>
<p><span style="color: #ff0000;">***</span> ถ้ามีอาการดังกล่าว ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไปให้นึกถึงโรคนี้</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>การรักษาเอสแอลอี </strong></span></p>
<p>- ยาทา ในกรณีมีอาการทางผิวหนัง</p>
<p>- ยารับประทาน ในกรณีมีอาการของระบบภายในร่างกาย</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเอสแอลอี </strong></span></p>
<p>1. หมั่นสังเกตอาการของตัวเอง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดข้อ ถ้าผิดปกติรีบพบแพทย์</p>
<p>2. หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องออกแดดควรใช้ครีมกันแดดทุกครั้ง</p>
<p>3. สวมเสื้อผ้าคอปิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ร่มกันแดด สวมหมวกหรือโพกผ้า</p>
<p>4. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อย่าทำงานหนักเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์</p>
<p>5. ออกกำลังกายพอสมควร ให้เหมาะกับสภาพร่างกาย เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหรืออ่อนแรง</p>
<p>6. ทำใจให้สบาย ไม่เครียด รักษาสุขภาพจิตให้ดี</p>
<p>7. หลีกเลี่ยงบริเวณที่แออัด อากาศไม่บริสุทธิ์ เพราะร่างกายมีภูมิต้านทางโรคต่ำ</p>
<p>8. ระวังอย่าให้ถูกความเย็นจัด ร้อนจัด เพราะจะทำให้เป็นโรครุนแรงมากขึ้น</p>
<p>9. รับประทานยาตามแพทย์สั่งและต่อเนื่อง ไม่ควรขาดยา หรือหยุดยาเอง โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์</p>
<p>10. ต้องมารับการตรวจตามที่แพทย์นัดสม่ำเสมอ การรักษาต้องใช้เวลานานหลายปี</p>
<p>11. ถ้าคิดจะมีบุตร ควรปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางชนิดที่ใช้รักษาโคนี้อาจทำให้บุตรพิการได้</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขฃ</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">บริการแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลประจำโรงงาน</span></a> โดย www.factorynurse.com</span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b5-s-l-e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปวดเข่า</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Aug 2012 16:04:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาปวดเข่า]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดเข่า]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาปวดเข่า]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาปวดเข่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[อาการเตือนให้รู้ว่ากำลังมีปัญหาปวดเข่า 1. เจ็บปวด อาจเป็นแบบเมื่อยๆ พอทน ปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเฉียบพลันในกรณีบาดเจ็บ 2. เข่าบวม เข่าที่บวมทันทีหลังบาดเจ็บมักเกิดจากมีเลือดออกในเข่า ส่วนเข่าที่ค่อยๆ บวม มักเกิดจากความผิดปกติขององค์ประกอบในข้อเอง 3. เข่าอ่อนหรือเข่าสะดุดติด มักเกิดจากมีเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนฉีกขาด หรือมีเศษกระดูกหลุดอยู่ภายในข้อ วงจรของปัญหาการปวดเข่า เมื่อเกิดอาหารปวดเข่า ก็เป็นธรรมดาที่ท่านต้องลดการใช้เข่า ข้างนั้น โดยการเลี่ยงไม่ลงน้ำหนักเข่าข้างที่มีปัญหากล้ามเนื้อของเข่าปวดเมื่อถูกใช้งานน้อยลงย่อมจะลีบและอ่อนกำลังลงทำให้ท่านใช้เข่าข้างนั้นน้อยลง  การรักษาโดยนักกายภาพบำบัด นอกจากคำแนะนำเกี่ยงกับท่าออกกำลังต่างๆ แล้ว การรักษาทางกายภาพบำบัดมีจำเป็นมากสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเข่ายึดติดแข็ง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติ นักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคพิเศษในการดัดดึงข้อเข่าเพื่อให้เคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้นักกายภาพบำบัดยังสามารถลดอาการเจ็บปวดบรรเทาอาการดึงรั้งของกล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดโดยใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์ เช่น เครื่องความร้อนคลื่นสั้น เครื่องอัลตร้าซาวน์ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ถึงน้ำหมุนวน เป็นต้น หากท่านปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพากเพียรในการฝึกออกกำลังข้อเข่าท่านก็จะหาย หรือเกือบจะหายจากภาวะปวดเข่าได้ การป้องกันปวดเข่ากำเริบ 1. ควรฝึกออกกำลังข้อเข่าท่าต่างๆ ให้ติดเป็นนิสัยและกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน 2. พยายามควบคุมอย่าให้อ้วนเด็ดขาด และทางที่ดีท่านที่มีน้ำหนักเกิน ควรพยายามลดน้ำหนักลง 3. หลีกเลี่ยงการใช้เข่ามากเกินไป เช่น ยกของหนักเกิดกำลัง หรือเล่นกีฬาที่หักโหม 4. หากอาการปวดเข่ากำเริบอีก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด ท่าออกกำลังกล้ายเนื้อเข่า]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>อาการเตือนให้รู้ว่ากำลังมีปัญหาปวดเข่า</strong></span></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>1. เจ็บปวด</strong></span> อาจเป็นแบบเมื่อยๆ พอทน ปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเฉียบพลันในกรณีบาดเจ็บ</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>2. เข่าบวม</strong></span> เข่าที่บวมทันทีหลังบาดเจ็บมักเกิดจากมีเลือดออกในเข่า ส่วนเข่าที่ค่อยๆ บวม มักเกิดจากความผิดปกติขององค์ประกอบในข้อเอง</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>3. เข่าอ่อนหรือเข่าสะดุดติด</strong></span> มักเกิดจากมีเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนฉีกขาด หรือมีเศษกระดูกหลุดอยู่ภายในข้อ</p>
<p><span id="more-488"></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>วงจรของปัญหาการปวดเข่า</strong></span></p>
<p>เมื่อเกิดอาหารปวดเข่า ก็เป็นธรรมดาที่ท่านต้องลดการใช้เข่า ข้างนั้น โดยการเลี่ยงไม่ลงน้ำหนักเข่าข้างที่มีปัญหากล้ามเนื้อของเข่าปวดเมื่อถูกใช้งานน้อยลงย่อมจะลีบและอ่อนกำลังลงทำให้ท่านใช้เข่าข้างนั้นน้อยลง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong> การรักษาโดยนักกายภาพบำบัด</strong></span><br />
นอกจากคำแนะนำเกี่ยงกับท่าออกกำลังต่างๆ แล้ว การรักษาทางกายภาพบำบัดมีจำเป็นมากสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเข่ายึดติดแข็ง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนปกติ นักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคพิเศษในการดัดดึงข้อเข่าเพื่อให้เคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้นักกายภาพบำบัดยังสามารถลดอาการเจ็บปวดบรรเทาอาการดึงรั้งของกล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดโดยใช้เครื่องมือทางฟิสิกส์ เช่น เครื่องความร้อนคลื่นสั้น เครื่องอัลตร้าซาวน์ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ถึงน้ำหมุนวน เป็นต้น หากท่านปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพากเพียรในการฝึกออกกำลังข้อเข่าท่านก็จะหาย หรือเกือบจะหายจากภาวะปวดเข่าได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การป้องกันปวดเข่ากำเริบ</strong></span><br />
1. ควรฝึกออกกำลังข้อเข่าท่าต่างๆ ให้ติดเป็นนิสัยและกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน</p>
<p>2. พยายามควบคุมอย่าให้อ้วนเด็ดขาด และทางที่ดีท่านที่มีน้ำหนักเกิน ควรพยายามลดน้ำหนักลง</p>
<p>3. หลีกเลี่ยงการใช้เข่ามากเกินไป เช่น ยกของหนักเกิดกำลัง หรือเล่นกีฬาที่หักโหม</p>
<p>4. หากอาการปวดเข่ากำเริบอีก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ท่าออกกำลังกล้ายเนื้อเข่า</strong></span><br />
<strong><span style="color: #800080;">ท่าที่ 1 นอน-กดเข่า</span></strong><br />
นอนหงายใช้หมอนใบเล็กๆ หนุนใต้เข่าทั้งสอง กดเข่าพร้อมกับเหยียดเข่าข้างหนึ่งให้ตรงที่สุด เอามือจับกล้ามเนื้อเข่า จะพบว่าเกร็งแข็ง และลูกสะบ้าอยู่นิ่งกับที่ เกร็งไว้ประมาณ 5-10 วินาทีเองลงพักเหยียดเข่าอีกข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง (1ชุด) วันละ 3 ชุด การออกกำลังท่านี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าอักเสบ ที่อาการเจ็บปวดทุเลาลงหรือในรายข้อเข่าได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยหรือในรายที่เพิ่งถอดเฝือกใหม่ๆ</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-489" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่1" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่1-300x116.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่1" width="300" height="116" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 2 นอน-เหยียดเข่า-ยกขา</strong></span><br />
นอนหงาย งอเข่าข้างหนึ่งทำมุมประมาณ 45 องศากับพื้นยกขาอีกข้างขึ้นตรงๆ โดยให้ส้นเท้าสูงจากพื้นประมาณ 1 ฟุต เกร็งค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด กล้ามเนื้อต้นขาจะทำงานแบบไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อออกกำลังยกขาขึ้นเหมาะสำหรับเพิ่มความแข็งแรงให้กับผู้ป่วยในรายที่ออกำลังในอีกที่หนึ่ง แล้วไม่มีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้น</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-490" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่2" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่2-300x123.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่2" width="300" height="123" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 3 นอน-กดส้นเท้า</strong></span><br />
นอนหงายงอข้อเข่าข้างที่เจ็บ กดส้นเท้าออกแรงดันพื้น เพื่อเป็นการออกำลังกล้ามเนื้อด้านหลังข้อเท่า เกร็งนาน 5 ถึง 10 วินาที พักทำซ้ำ 20 ครั้ง วันละ 3 ชุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สามารถออกกำลังในท่าที่ 1 ได้แล้ว</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-491" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่3" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่3-300x106.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่3" width="300" height="106" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 4 นั่ง(นอน)-เหยียดเข่า</strong></span><br />
นั่งบนเก้าอี้หรือโต๊ะ เอียงตัวลงไปข้างหลังเล็กน้อย มือยันพื้นหรือเอียงพิงพนัก หรือนอนใช้หมอนหนุนใต้ข้อเข่าให้อยู่ในลักษณะมีการงอของข้อเข่า เหยียดข้อเข่าให้ขายื่นตรงๆ อย่างช้าๆ แล้วเกร็งเข่าอยู่ในท่านี้ประมาณ 5 ถึง 10 วินาทีค่อยๆ วางขาลงอย่างช้าๆ พัก แล้วเหยียดขาอีกข้างหนึ่งแบบเดียวกัน ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาส่วนหน้าแบบมีการเคลื่อนไหว ทำให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยในรายที่ออกกำลังในท่า 2-3 แล้วไม่มีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้น</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-492" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่4" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่4-300x262.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่4" width="300" height="262" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 5 นอนคว่ำ-งอเข่า</strong></span><br />
นอนคว่ำโดยใช้ขาสองข้างเหยียดตรง พยายามทับข้อเข่าข้างที่เคยปวดหรืองอไม่ได้เต็มงอมากที่สุด เกร็งไว้ 5 ถึง 10 วินาทีแล้วเหยียดตรงทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-493" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่5" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่5-300x88.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่5" width="300" height="88" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 6 นอนคว่ำ (ยืน)-งอเข่า</strong></span><br />
พร้อมแรงต้านทานด้วยก้อนน้ำหนัก ใช้ถุงทราย (ก้อนน้ำหนัก) คล้องหรือมัดที่ข้อเท้า เริ่มแรกใช้น้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม ค่อยๆ งอเข่าขึ้นอย่างช้าๆ เกร็งไว้ 5 ถึง 10 วินาที แล้วเหยียดลงอย่างช้าๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด ตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยสังเกตจากการยกติดต่อกัน 10 ครั้ง แล้วไม่มีอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อให้เพิ่มน้ำหนักถุงทรายเป็น 1 กิโลกรัม 1.5 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม ถึง 5 กิโลกรัม ตามลำดับ</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-494" title="วิธีรักษาเข่าท่าที่6" src="http://www.factorynurse.com/wp-content/uploads/2012/08/ท่าที่6-300x105.jpg" alt="วิธีรักษาเข่าท่าที่6" width="300" height="105" /></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ท่าที่ 7 นั่งเหยียดเข่าพร้อมแรงต้านทานด้วยก้อนน้ำหนัก</strong></span><br />
นั่งเก้าอี้เช่นเดียวกับท่าที่ 4 เตรียมถุงทรายหนัก 0.5 กิโลกรัม คล้องที่ข้อเข่าแล้วค่อยๆ ยกขาขึ้นตรงๆ เกร็งขาไว้ประมาณ 5 ถึง 10 วินาที จึงวางขาลงพัก แล้วทำใหม่ 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด เมื่อยกถุงทรายได้โดยเข่าไม่เมื่อยล้าให้เพิ่มน้ำหนักเช่นเดียวกับท่าที่ 6</p>
<p><span style="color: #3366ff;">งานกายภาพบำบัด</span><br />
<span style="color: #3366ff;">โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">www.factorynurse.com บริการทีมแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com/"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลประจำโรงงาน </span></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความดันโลหิตสูง</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Aug 2012 16:56:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูง]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคความดันโลหิตสูง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=480</guid>
		<description><![CDATA[ความดันโลหิตสูงคืออะไร ความดันโลหิต หมายถึง ความดันในเส้นเลือดแดง มีแรงดันโลหิตสูงกว่าระดับปกติ ส่วนมากหาสาเหตุไม่พบว่าเกิดจากอะไรถึง 90 % อาการของโรคความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลย ในกรณีที่มีอาการมักพบว่า มีปวดศีรษะ มึนงง เหนื่อยหอบเวลาออกกำลังกาย ตาพล่า ปวดในบริเวณหน้าอก นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคอื่นๆ ได้ ต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายส่วนใหญ่คนที่มีความดันโลหิตสูงไม่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเลย โรคแทรกซ้อน การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายได้ เช่น สมอง เส้นเลือดในสมองตีบตัน หรือแตกได้ เกิดเป็นอัมพาตหรือตาย หัวใจ อาจเกิดหัวใจพองโต ทำให้ขาดเลือด มีผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด หัวใจเต้นอ่อนลง หัวใจวายตามมาในภายหลัง ไต อาจเกิดไตพิการ หรืออักเสบเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่การคั่งของสารพิษในร่างกาย และอาจถึงตายได้ ไตเสื่อมสมรรถภาพจนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมีอาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้องรัง คือปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวม ตอนสาย การรักษา ประกอบด้วย 1. การรักษาโดยไม่ใช่ยา นั่นคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค 2. การรักษาด้วยยาซึ่งมีหลายกลุ่ม แพทย์สารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย การปฏิบัติตัวเมื่อมีภาวะความดันโลหิตสูง 1.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>ความดันโลหิตสูงคืออะไร</strong></span><br />
ความดันโลหิต หมายถึง ความดันในเส้นเลือดแดง มีแรงดันโลหิตสูงกว่าระดับปกติ ส่วนมากหาสาเหตุไม่พบว่าเกิดจากอะไรถึง 90 %</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>อาการของโรคความดันโลหิตสูง</strong></span></p>
<p>ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลย ในกรณีที่มีอาการมักพบว่า มีปวดศีรษะ มึนงง เหนื่อยหอบเวลาออกกำลังกาย ตาพล่า ปวดในบริเวณหน้าอก นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคอื่นๆ ได้ ต้องให้แพทย์ตรวจร่างกายส่วนใหญ่คนที่มีความดันโลหิตสูงไม่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเลย</p>
<p><span id="more-480"></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>โรคแทรกซ้อน</strong></span><br />
การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง มีอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายได้ เช่น</p>
<p>สมอง เส้นเลือดในสมองตีบตัน หรือแตกได้ เกิดเป็นอัมพาตหรือตาย</p>
<p>หัวใจ อาจเกิดหัวใจพองโต ทำให้ขาดเลือด มีผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด หัวใจเต้นอ่อนลง หัวใจวายตามมาในภายหลัง</p>
<p>ไต อาจเกิดไตพิการ หรืออักเสบเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่การคั่งของสารพิษในร่างกาย และอาจถึงตายได้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ไตเสื่อมสมรรถภาพจนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง</strong></span> ผู้ป่วยมีอาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้องรัง คือปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ขาบวม ตอนสาย</p>
<p>การรักษา ประกอบด้วย<br />
1. การรักษาโดยไม่ใช่ยา นั่นคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค</p>
<p>2. การรักษาด้วยยาซึ่งมีหลายกลุ่ม แพทย์สารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การปฏิบัติตัวเมื่อมีภาวะความดันโลหิตสูง</strong></span><br />
1. ควบคุมเรื่องอาหาร</p>
<p>- งดอาหาเค็ม เช่น ปลาเค็ม ไข่เค็ม หมูเค็ม เต้าเจี้ยว เป็นต้น</p>
<p>- หลีกเลี่ยงอาหารไขมันจากสัตว์ ไข่แดง นมเนย ไขมันจากมะพร้าว ปาล์ม อาหาร พวกนี้ไขมันมาก ทำให้เส้นเลือดแข็งตัวและตีบตันเร็ว</p>
<p>- ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไปควรจำกัดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล เช่น ข้าว ขนมปง อาหารหนาวจัด น้ำหวานต่างๆ ควรลดแต่ละมื้อให้น้อยลง</p>
<p>2. ระวังอย่าให้ท้องผูก รับประทานผักผลไม้และดื่มน้ำมากๆ</p>
<p>3. อย่าให้หกล้ม หรือศีรษะกระแทก เพราะอาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตได้</p>
<p>4. งดเหล้า บุหรี่</p>
<p>5. ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดินเล่น ออกกำลังกายแบบไม่จำเจ ไม่เครียด</p>
<p>6. ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดโมโหง่าย</p>
<p>7. พักผ่อนให้เพียงพอ</p>
<p>8. พบแพทย์ตรวจร่างกายตามนัดทุกครั้ง และรับประทานยาให้สม่ำเสมอ จนกว่าแพทย์จะบอกให้หยุดไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อยๆ</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>ข้อแนะนำเมื่อความดันโลหิตสูง</strong></span><br />
อาหาร อย่ารับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด อาหารรสเค็มจัดจะทำให้ความดันโลหิตสูงด้วย</p>
<p>น้ำหนัก ระวังอย่าให้น้ำหนักร่างกายมากเกินมาตรฐาน ควรลดอาหารประเภทไขมันจากสัตว์ และมะพร้าวเพื่อลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด</p>
<p>การคำนวณน้ำหนักมาตรฐานแบบง่ายๆ ก็คือ เอาส่วนสูงเป็นตัวตั้งลบออกด้วย 110 หากน้ำหนักเกินหรือต่ำกว่า 5 กิโลกรัม ยังไม่ถือว่าผิดปกติ</p>
<p>จิตใจ ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ไม่วิตกกังวลความตึงเครียด และพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ</p>
<p>การออกำลังกาย ให้ออกกำลังกายแต่พอสมควร หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาประเภทแข่งขัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น แต่ควรออกกำลังกายโดยการเดิน</p>
<p><span style="color: #3366ff;">กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสังฆ์</span><br />
<span style="color: #3366ff;">เอกสารอ้างอิง โรงพยาบาลวิภาวดี</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">บริการทีมแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลประจำโรงงาน</span></a> www.factorynurse.com</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคหอบหืด</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Aug 2012 15:15:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันโรคหอบหืด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาหอบหืด]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุโรคหืด]]></category>
		<category><![CDATA[อาการโรคหืด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหอบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหอบหืด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=477</guid>
		<description><![CDATA[โรคหอบหืด เป็นอาการแสดงที่เกิดขึ้นโดยการหายใจลำบาก ซึ่งจัดเป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ หอบหืดเป็นความผิดปกติของปอดที่ทำให้ผู้ป่วยมีหาการหดเกร็งของหลอดลม หรือมีการหดตัวของทางเดินอากาศ เกิดได้จากความตึงเครียดทางอารมณ์ การติดเชื้อ การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ สาเหตุของโรคหืด 1. จากการแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น ละออง แพ้เกสรดอกไม้ 2. จากผลทางจิตใจ เช่น มีความเสียใจ กลุ้มใจ โมโห หรือไม่สบายใจต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความเครียดขึ้น 3. ผลจากการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด หลอดลมอักเสบถ้าไม่ได้รับการรักษา ปล่อยไว้เรื้องรัง ก็อาจจะมีอาการหอบหืดตามมาได้ 4. จากผลของหลายๆ อย่างรวมกัน อาการของโรคหืด 1. หายใจสั้น รู้แน่นหน้าอกและหายใจลำบาก 2. หายใจมีเสียงหวีด โดยเฉพาะหายใจออก เป็นเสียงที่เกิดจากแรงอัดอากาศเพื่อผ่านทางเดินอากาศที่บวมและอุดตันในส่วนต่างๆ ของปอด อาการนี้จะสังเกตได้ง่ายมากในผู้ป่วยหอบหืดขึ้นรุนแรง 3. ไอ ไอในเวลากลางคืนเป็นลักษณะของโรคหอบหืดอาการไอเป็นสิ่งที่พบได้เสมอในโรคเกี่ยวกับปอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะวินิจฉัยว่าอาการไอเกิดขึ้นจากอะไร ถึงแม้ว่าเราจะพบอาการไอในผู้ป่วยหอบหืดมากกว่าโรคปวดอื่นๆ 4. อาการอื่นๆ การเพิ่มจังหวะชีพจรและการกินยาแก้ไอแล้วไม่หายไอ การป้องกันและรักษา ผู้ป่วยที่หอบหืดส่วนมาก มักจะมีประสบการณ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>โรคหอบหืด</strong></span> เป็นอาการแสดงที่เกิดขึ้นโดยการหายใจลำบาก ซึ่งจัดเป็นอาการหนึ่งของโรคภูมิแพ้ หอบหืดเป็นความผิดปกติของปอดที่ทำให้ผู้ป่วยมีหาการหดเกร็งของหลอดลม หรือมีการหดตัวของทางเดินอากาศ เกิดได้จากความตึงเครียดทางอารมณ์ การติดเชื้อ การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้</p>
<p><span id="more-477"></span></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">สาเหตุของโรคหืด</span></strong></p>
<p>1. จากการแพ้ต่างๆ เช่น แพ้อากาศ แพ้ฝุ่น ละออง แพ้เกสรดอกไม้</p>
<p>2. จากผลทางจิตใจ เช่น มีความเสียใจ กลุ้มใจ โมโห หรือไม่สบายใจต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความเครียดขึ้น</p>
<p>3. ผลจากการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด หลอดลมอักเสบถ้าไม่ได้รับการรักษา ปล่อยไว้เรื้องรัง ก็อาจจะมีอาการหอบหืดตามมาได้</p>
<p>4. จากผลของหลายๆ อย่างรวมกัน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>อาการของโรคหืด</strong></span></p>
<p>1. หายใจสั้น รู้แน่นหน้าอกและหายใจลำบาก</p>
<p>2. หายใจมีเสียงหวีด โดยเฉพาะหายใจออก เป็นเสียงที่เกิดจากแรงอัดอากาศเพื่อผ่านทางเดินอากาศที่บวมและอุดตันในส่วนต่างๆ ของปอด อาการนี้จะสังเกตได้ง่ายมากในผู้ป่วยหอบหืดขึ้นรุนแรง</p>
<p>3. ไอ ไอในเวลากลางคืนเป็นลักษณะของโรคหอบหืดอาการไอเป็นสิ่งที่พบได้เสมอในโรคเกี่ยวกับปอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะวินิจฉัยว่าอาการไอเกิดขึ้นจากอะไร ถึงแม้ว่าเราจะพบอาการไอในผู้ป่วยหอบหืดมากกว่าโรคปวดอื่นๆ</p>
<p>4. อาการอื่นๆ การเพิ่มจังหวะชีพจรและการกินยาแก้ไอแล้วไม่หายไอ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การป้องกันและรักษา</strong></span></p>
<p>ผู้ป่วยที่หอบหืดส่วนมาก มักจะมีประสบการณ์ ว่าตัวเองมักจะหอบเมื่อไร หรือมีสาเหตุจากอะไร เช่น อากาศครึ้มฝน อากาศ หนาวหรือถูกฝุ่นละออง เป็นต้น ถ้าพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุ หรือใช้ยาพวกขยายหลอดลมช่วยก็จะบรรเทาอาการลงไปได้</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ข้อควรปฏิบัติตนสำหรับผู้ที่หอบหืด</strong></span></p>
<p>1. ควรพยายามระวังรักษาตัวให้มีสุขภาพแข็งแรง ให้มีเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายเพียงพอ</p>
<p>2. พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้ เช่นฝุ่นละลอง เกสรดอกไม้ หรือสารบางอย่าง</p>
<p>3. พยายามควบคุมอารมณ์ หรือจิตใจให้สงบ ไม่ให้เกิดความเครียดขึ้นได้</p>
<p>4. เมื่อเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้น ต้องพยายามรักษาให้หายโดยเร็ว เพื่อป้องกันการหอบตามา</p>
<p>5. ไม่ควรสูบบุหรี่ เพราะควันบุหรี่จะไปทำให้เกิดการระคายเคืองหลอดลม</p>
<p>6. ไม่ควรเข้าไปในสถานที่ ที่มีควันบุหรี่หรือสถานที่อับทึบ</p>
<p>7. ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายกระทบอากาศเย็นจัด ร้อนจัด หรือถูกลมโกรกโดยตรง</p>
<p>8. ไม่ควรใช้ยารักษาตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เพราะยาบางชนิดอาจให้โทษได้</p>
<p>9. ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก พยายามควบคุมระบบการย่อยอาหารให้เป็นปกติอยู่เสมอ</p>
<p>10. ไม่ควรให้มีสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นในห้องนอน พยายามให้ห้องนอนปลอดโปร่ง และมีฝุ่นน้อยที่สุด</p>
<p>งานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสงฆ์</p>
<p><span style="color: #3366ff;">www.pmsnurse.com บริการทีมแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลประจำโรงงาน</span></a></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาการปวดไหล่</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Aug 2012 20:20:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาปวดไหล่]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุปวดไหล่]]></category>
		<category><![CDATA[อาการปวดไหล่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[ข้อไหล่ประกอบด้วยกระดูกกล้ามเนื้อเอ็นเนื้อและเอ็นข้อต่อ กระดูกมี 3 ชิ้นคือ 1. กระดูกไหปลาร้า 2. กระดูกสะบัก 3. หัวกระดูกต้นแขน เอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดข้อไหล่และใช้เคลื่อนไหว ข้อไหล่ามีมากหลายมัด ที่สำคัญคือกลุ่มที่ทำให้เกิดการหมุนข้อไหล่ซึ่งมีอยู่ 4 มัด และเอ็นกล้ามเนื้อต้นแขนที่ทำให้งอและเหยียดแขน เนื่องจากปุ่มกระดูกต่างๆ บริเวณหัวไหล่มีเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมาเกาะหลายมัดจึงต้องมีถุงน้ำคั้นระหว่างกระดูกและเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งถุงน้ำทำหน้าที่คล้ายหมอนรองหรือน้ำมันหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเสียดสีสึกกร่อน แต่การปวดไหล่ก็อาจเกิดเนื่องจากมีปัญหาที่ถุงน้ำนี้ สาเหตุของภาวะข้อไหล่ติด (แข็ง) 1. ภาวะเอ็นข้อไหล่อักเสบ (ฉีกขาด) สาเหตุ มักเกิดในผู้สูงอายุเนื่องจากการใช้ข้อไหล่มานาน ทำให้เอ็นกล้ามเนื้อถุงน้ำมีการเสื่อม ฉีกขาดขึ้นได้หรือเกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนออกกำลังมากหรือจากอุบัติเหตุต่างๆ อาการ เอ็นอักเสบจากการเสื่อมบางรายมีอาการเจ็บปวดแบบค่อยเป็นค่อยไปกว่าจะรู้ตัวบางท่านก็เกิดข้อไห่ยึดติดแล้ว ส่วนท่านที่มีถุงน้ำอักเสบมักจะมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ส่วนเอ็นฉีกขาดจากเลือดออกภายในข้อ บางรายอาจมีแคลเซียมเกิดขึ้นบริเวณที่มีการฉีกขาดซึ่งจะเห็นได้จากการเอกซเรย์ 2. ภาวะเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ สาเหตุ มักเกิดในผู้สูงอายุจากการเสื่อมเนื่องจากการใช้งานมากนาน ทำให้เยื่อหุ้มข้อไหล่ถูกเสียดสี มีการฉีกขาดที่ละเล็กละน้อยหรือมีการฉีกขาดอย่างรุนแรง อาการ มีอาการเจ็บปวดรอบๆ ข้อไหล่เป็นบริเวณกว้าง ทั้งด้านหน้า ด้านบน ด้านหลัง เมื่อเคลื่อนไหวข้อไหล่จะเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นและเมื่อทดสอบการเคลื่อนไหวด้วยวิธีดัดดึงวิธีเฉพาะจะเจ็บทุกตำแหน่งที่ข้อไหล่เคลื่อนที่ซึ่งแตกต่างจากภาวะเอ็นข้อไหล่อักเสบโดยจะจุดกดเจ็บเฉพาะที่ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นในลักษณะเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไปซึ่งเป็นเหตุใหญ่ในการทำให้เกิดภาวะข้อไหล่ยึดติดแข็งอย่างรุนแรงต่อไป 3. ภาวะกลุ่มอาการปวดเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ สาเหตุ เกิดได้ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาวจนถึงผู้สูงอายุโดยมีผังผืดเกิดในกล้ามเนื้อเช่น กล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อบริเวณสะบัก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><strong>ข้อไหล่ประกอบด้วยกระดูกกล้ามเนื้อเอ็นเนื้อและเอ็นข้อต่อ</strong></span></p>
<p>กระดูกมี 3 ชิ้นคือ</p>
<p>1. กระดูกไหปลาร้า</p>
<p>2. กระดูกสะบัก</p>
<p>3. หัวกระดูกต้นแขน</p>
<p>เอ็นกล้ามเนื้อที่ยึดข้อไหล่และใช้เคลื่อนไหว ข้อไหล่ามีมากหลายมัด ที่สำคัญคือกลุ่มที่ทำให้เกิดการหมุนข้อไหล่ซึ่งมีอยู่ 4 มัด และเอ็นกล้ามเนื้อต้นแขนที่ทำให้งอและเหยียดแขน</p>
<p><span id="more-472"></span></p>
<p>เนื่องจากปุ่มกระดูกต่างๆ บริเวณหัวไหล่มีเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมาเกาะหลายมัดจึงต้องมีถุงน้ำคั้นระหว่างกระดูกและเอ็นกล้ามเนื้อ ซึ่งถุงน้ำทำหน้าที่คล้ายหมอนรองหรือน้ำมันหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเสียดสีสึกกร่อน แต่การปวดไหล่ก็อาจเกิดเนื่องจากมีปัญหาที่ถุงน้ำนี้</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>สาเหตุของภาวะข้อไหล่ติด (แข็ง)</strong></span></p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>1. ภาวะเอ็นข้อไหล่อักเสบ (ฉีกขาด)</strong></span></p>
<p><span style="color: #333333;"><strong>สาเหตุ</strong></span> มักเกิดในผู้สูงอายุเนื่องจากการใช้ข้อไหล่มานาน ทำให้เอ็นกล้ามเนื้อถุงน้ำมีการเสื่อม ฉีกขาดขึ้นได้หรือเกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนออกกำลังมากหรือจากอุบัติเหตุต่างๆ</p>
<p><span style="color: #333333;"><strong>อาการ</strong></span> เอ็นอักเสบจากการเสื่อมบางรายมีอาการเจ็บปวดแบบค่อยเป็นค่อยไปกว่าจะรู้ตัวบางท่านก็เกิดข้อไห่ยึดติดแล้ว ส่วนท่านที่มีถุงน้ำอักเสบมักจะมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ส่วนเอ็นฉีกขาดจากเลือดออกภายในข้อ บางรายอาจมีแคลเซียมเกิดขึ้นบริเวณที่มีการฉีกขาดซึ่งจะเห็นได้จากการเอกซเรย์</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>2. ภาวะเยื่อหุ้มข้อไหล่อักเสบ</strong></span></p>
<p><strong>สาเหตุ</strong> มักเกิดในผู้สูงอายุจากการเสื่อมเนื่องจากการใช้งานมากนาน ทำให้เยื่อหุ้มข้อไหล่ถูกเสียดสี มีการฉีกขาดที่ละเล็กละน้อยหรือมีการฉีกขาดอย่างรุนแรง</p>
<p><strong>อาการ</strong> มีอาการเจ็บปวดรอบๆ ข้อไหล่เป็นบริเวณกว้าง ทั้งด้านหน้า ด้านบน ด้านหลัง เมื่อเคลื่อนไหวข้อไหล่จะเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นและเมื่อทดสอบการเคลื่อนไหวด้วยวิธีดัดดึงวิธีเฉพาะจะเจ็บทุกตำแหน่งที่ข้อไหล่เคลื่อนที่ซึ่งแตกต่างจากภาวะเอ็นข้อไหล่อักเสบโดยจะจุดกดเจ็บเฉพาะที่ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นในลักษณะเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไปซึ่งเป็นเหตุใหญ่ในการทำให้เกิดภาวะข้อไหล่ยึดติดแข็งอย่างรุนแรงต่อไป</p>
<p><span style="color: #993366;"><strong>3. ภาวะกลุ่มอาการปวดเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ</strong></span></p>
<p><strong>สาเหตุ</strong> เกิดได้ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาวจนถึงผู้สูงอายุโดยมีผังผืดเกิดในกล้ามเนื้อเช่น กล้ามเนื้อบ่า กล้ามเนื้อบริเวณสะบัก กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก กล้ามเนื้อบริเวณใต้รักแร้ กล้ามเนื้อบริเวณไหล่ทำให้เกิดจากการปวดร้าว มาที่บริเวณหัวไหล่และต้นแขน</p>
<p><strong>อาการ</strong> มีอาการเจ็บปวดลึกๆ อยู่ในกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวข้อไหล บางรายเจ็บปวดรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อดูเสมือนอ่อนกำลังไม่สามารถยกแขนเหนือศีรษะได้ และมีอาการเจ็บปวดร้าวไปยังส่วนต้นแขนปลายแขน ปลายมือ หรือมีอาการปวดชาร่วมด้วย อาการดังกล่าว ถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นๆ เกิดการหดรั้ง เป็นผลทำให้การเคลื่อนไหวข้อไหล่ลดน้อยลง ดูเสมือนว่าเป็นภาวะข้อไหล่ติดแข็ง</p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>การออกกำลังกายในผู้ป่วยข้อไหล่ติด</strong></span></p>
<p><span style="color: #800080;">1. ท่าชักรอก</span></p>
<p>ใช้เชือกยาว 6 ฟุต คล้องผ่านลูกรอกเหนือศีรษะปลายทั้งสองผูกกับห่วงยางหรือที่จับใช้แขนข้างดีดึงเชือกลงช้าๆ เพื่อช่วยยกแขนข้างที่ไหล่ติดให้สูงจนรู้สึกตึงที่ข้อไหล่เท่าที่จะทำได้แล้วหย่อนเชือกลง ทำประมาณ 30 เที่ยว วันละ 3 ครั้ง</p>
<p><span style="color: #800080;">2. ท่านิ้วไต่ฝาผนัง</span></p>
<p>2.1 ยืนหันหน้าเข้าข้างฝา ห่างประมาณ 1 ฟุต ยกแขนข้างที่ไต่ฝาผนังขึ้นไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเจ็บพอทน ทำเครื่องหมายไว้ ทำซ้ำอย่างน้อย 5 เที่ยว วันละ 3 ครั้ง วันต่อๆมาสังเกตเครื่องหมายว่าท่านยกแขนได้สูงเพิ่มขึ้นหรือไม่</p>
<p>2.2 เมื่อมีอาการเจ็บปวดข้อไหล่ลดลงให้ยืนหันข้างที่ไหล่ปวดเข้าข้างฝาห่างประมาณ 1 ฟุตครึ่ง กางแขนเอานิ้วมือแตะฝาและไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับข้อ 2.1 ทำจนกระทั่งยกแขนได้สูงสุดเหมือนปกติ</p>
<p><span style="color: #800080;">3. ท่าแกว่งก้อนน้ำหนัก</span></p>
<p>ถือก้อน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมก้มตัวลงเล็กน้อยปล่อยแขนตามสบาย เหวี่ยงแขนไปข้างหน้า ข้างหลังและหมุนเป็นวงกลมให้ได้วงกว้างมากที่สุดช้าๆ ทำ 20 เที่ยว วันละ 2-3 ครั้ง</p>
<p><span style="color: #800080;">4. ทำโน้มตัวกับฝาผนัง</span></p>
<p>ยืนหันหน้าเข้าฝาผนัง ปลายเท้าห่างจากฝาผนังประมาณ 1 ฟุต ยกแขนข้างที่มีปัญหาให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วางมือยันฝาผนังในท่ากางแขน งอข้อศอก แล้วยกแขนข้างดีมาเสมอกัน จากนั้นพยายามโน้มตัวให้หน้าอกมาชิดกับฝาผนังหรือโถมน้ำหนักตัวช่วย ทำ 20 เทียว วันละ 2-3 ครั้ง ทุกวันที่กระทำต้องพยายามยกแขนให้สูงกว่าวันก่อนๆ แสดงว่าข้อไหล่ยึดติดน้อยลง</p>
<p><span style="color: #800080;">5. ท่าจับโต๊ะย่อเข่า</span></p>
<p>ยืนหันหลังติดกับโต๊ะสองมือจับขอบโต๊ะไว้ให้มั่น พยายามย่อเข่าทั้งสองลงอย่างช้าๆ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ในท่าแขนไขว้หลังทำ 20 เที่ยว วันละ 2-3 ครั้ง ทุกวันที่กระทำต้องพยายามย่อเข่าให้มากขึ้น</p>
<p><span style="color: #3366ff;">งานกายภาพบำบัด กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">บริการแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com/"><span style="color: #3366ff;">พยาบาลประจำโรงงาน</span></a>  www.factorynurse.com</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคลมพิษ</title>
		<link>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Aug 2012 15:04:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[แพทย์และพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการรักษาโรคลมพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุโรคลมพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคลมพิษมีการชนิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.factorynurse.com/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[โรคลมพิษ(Urticaria) คือเป็นโรคผิดหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือผื่นนูนแดง ไม่มีขุย มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน ขา แต่ละผื่นมักจะคงอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่ก็อาจมีผืนใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้ ชนิดของโรคลมพิษ โรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ลมพิษเฉียบพลัน หมายถึง ลมพิษที่เป็นๆ หายๆ ติดต่อกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์ เป็นลมพิษที่พบได้บ่อย สาเหตุส่วนใหญ่มักได้แก่ อาหาร, ยา, การติดเชื้อ 2. ลมพิษเรื้อรัง หมายถึง ลมพิษที่เป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ เกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง สาเหตุของโรคลมพิษ 1. อาหาร เช่น อาหารทะเล, สารกันบูด, สีผมอาหารบางชนิด 2. ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้ 3. การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย,]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800080;"><strong>โรคลมพิษ(Urticaria)</strong></span> คือเป็นโรคผิดหนังมีลักษณะเป็นผื่นหรือผื่นนูนแดง ไม่มีขุย มีอาการคัน เกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน ขา แต่ละผื่นมักจะคงอยู่ไม่นาน โดยมากมักไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผื่นนั้นก็จะราบไปโดยไม่มีร่องรอย แต่ก็อาจมีผืนใหม่ขึ้นที่อื่นๆ ได้</p>
<p><span id="more-466"></span></p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>ชนิดของโรคลมพิษ</strong></span></p>
<p>โรคลมพิษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ</p>
<p>1. ลมพิษเฉียบพลัน หมายถึง ลมพิษที่เป็นๆ หายๆ ติดต่อกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์ เป็นลมพิษที่พบได้บ่อย สาเหตุส่วนใหญ่มักได้แก่ อาหาร, ยา, การติดเชื้อ</p>
<p>2. ลมพิษเรื้อรัง หมายถึง ลมพิษที่เป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเกิน 6 สัปดาห์ เกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>สาเหตุของโรคลมพิษ</strong></span></p>
<p>1. อาหาร เช่น อาหารทะเล, สารกันบูด, สีผมอาหารบางชนิด</p>
<p>2. ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้</p>
<p>3. การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อราหรือมีพยาธิเป็นสาเหตุของลมพิษได้ทั้งสิ้น เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายทางใดก็ได้ เช่น ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ และทางผิวหนัง</p>
<p>4. โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์</p>
<p>5. อิทธิพลทางกายภาพ ผู้ป่วยบางรายผื่นลมพิษอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น, น้ำหนักกดรัด, แสงแดด, การออกกำลังกาย เป็นต้น</p>
<p>6. การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นลมพิษเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น การแพ้ยาง, ขนสัตว์, พืชหรืออาหารบางชนิด เป็นต้น</p>
<p>7. ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง, ต่อต่อย</p>
<p>8. มะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือระบบอื่นๆ ของร่างกาย</p>
<p>9. ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง ผู้ป่วยลมพิษบางรายเกิดจากมีภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมาที่ผิวหนังทำให้เกิดผื่นลมพิษขึ้น</p>
<p>10. สาเหตุอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัสหรือผู้ป่วยเส้นเลือดอักเสบบางรายอาจมีผื่นลมพิษ แต่มีข้อสังเกตคือ แต่ละผื่นอยู่นานมักเกิน 24 ชั่วโมง เวลาหายมักมีรอยดำ ขา รอบตา ปาก มีอาการแดง บวม ร้อน คัน บางครั้งอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย ผื่นมีหลายรูปแบบ เช่น กลม รี วงแหวนหลายวงมาต่อกัน หรือเป็นรูปแผนที่ รายที่เป็นรุนแรงจะบวมมาก โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า และลำคอ ผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวม บางรายมีอาการปวดท้อง เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่พบได้น้อยมาก</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>การักษาโรคลมพิษ</strong></span></p>
<p>1. พยายามหาสาเหตุ และรักษาหรือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ ถ้าสามารถทำได้ผู้ป่วยจะหายจากโรคลมพิษ</p>
<p>2. ให้ยาต้านฮีสตามีน ยาต้านฮีสตามีนมีหลายชนิด หลายกลุ่มมีทั้งออกฤทธิ์ยาว ทั้งที่ง่วงและไม่ง่วง การเลือกใช้ยาต้านฮีสตามีนตัวใด รวมทั้งการรับประทานยาต้านฮีสตามีนระยะยาวควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์</p>
<p>3. ยาอื่นๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมาก ผื่นไม่ค่อยตอบสนองต่อยาต้านฮีสตามีน อาจพิจารณาใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและหลั่งสารสื่อกลางในผิวหนังที่เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดผื่นลมพิษ</p>
<p>ผู้ป่วยลมพิษ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะหาสาเหตุจากการชักประวัติผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตามความจำเป็น ซึ่งหากพบสาเหตุที่ก่อให้เกิดลมพิษและหลีกเลี่ยงหรือรักษาสาเหตุนั้นได้ จะทำให้โรคลมพิษสงบลงหรือหายได้</p>
<p><span style="color: #800080;"><strong>คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีผื่นลมพิษที่ผิวหนัง</strong></span></p>
<ul>
<li>งดสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด</li>
</ul>
<ul>
<li>ต้องนำยาต้านฮีสตามีนติดตัวไว้เสมอ เมื่อเกิดอาการจะได้ใช้ได้ทันที</li>
</ul>
<ul>
<li>ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด</li>
</ul>
<ul>
<li>ไม่แกะเกาผิวหนัง เนื่องจากอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบจากการเกา</li>
</ul>
<ul>
<li>รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หากยาทำให้เกิดอาการง่วง ซึม จนรบกวน การทำงาน ควรบอกแพทย์เพื่อเปลี่ยนยา</li>
</ul>
<ul>
<li>อาจใช้ Calamine lotion ทาบริเวณผื่นลมพิษ เพื่อช่วยลดอาการคัน แต่ยานี้ไม่ได้ทำให้ผื่นหาย</li>
</ul>
<ul>
<li>ถ้าเป็นลมพิษที่มีอาการรุนแรง มีอาการแน่น หายใจไม่สะดวก หรือเป็นเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน</li>
</ul>
<p><span style="color: #0000ff;">สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">บริการทีมแพทย์และ<a title="พยาบาลประจำโรงงาน" href="http://www.factorynurse.com"><span style="color: #0000ff;">พยาบาลประจำโรงงาน</span></a> www.factorynurse.com</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.factorynurse.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
